Author Topic: Yugo Car 'ขำขันยานยนต์'  (Read 411 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Offline tiger00

  • Verified Member
  • Member
  • *****
  • Join Date: Jun 2007
  • Posts: 195
  • Gender: Male
  • Last Login:September 12, 2017, 07:39:15 am
Yugo Car 'ขำขันยานยนต์'
« on: December 12, 2016, 11:39:36 am »
โปรย อะไรเอ่ย ‘ขำขันยานยนต์’ กับจุดขายอันแปลกประหลาด (คล้ายๆ CRM Stupid) อยากรู้เชิญอ่านจนตาแป๋ว

 

ขำขันยานยนต์ ‘Yugo Car’

  รถยี่ห้อ “YUGO” นี้คือจุดกำเนิดหนึ่งแห่ง “ขำขันยานยนต์” ที่เคยเขียนไป กลายเป็นเรื่องอำในวงการรถยนต์โดยเฉพาะที่อเมริกาด้วยความ “ห่วย” ของมัน  ด้วยรูปลักษณ์ประหลาดแบบ ‘กล้ามาวางขายได้ไงวะ ?!’  แต่ที่น่าสงสัยที่สุดคือ  ไอ้คนซื้อ ‘กล้าซื้อมาขับได้ไง?! เหมือนกัน’  ในอเมริกามีทั้งรถ  YUGO นำเข้า CBU ทั้งคัน และนำเข้าแบบเป็นชิ้นๆ เช่น ครึ่งคันหน้า ครึ่งคันหลัง แพลทฟอร์ม  เครื่องยนต์ เกียร์   ซ้ำบางทียังสามารถนำประเภทคนละรุ่นคนละตระกูลมาจับยัดเข้าไปจนวิ่งได้ในราคาถูก

ลูกค้าสำคัญของ Yugo ส่วนใหญ่เป็นพวกนักศึกษาที่มีพื้นฐาน/ใจรักช่างยานยนต์   รวมทั้งพวกที่ชอบต่อประกอบด้วยตัวเองอันเป็นนิสัย “พ่อบ้านไอ้กัน” กลุ่มผู้ซื้อรถยี่ห้อนี้ไม่ใช่คนจนดั่งคาดเนื่องจากพวกนั้นไม่มีปัญญากับความถนัดประเภท “DIY”  ไม่รู้จักช่องทางการสั่งแบบ “e-commerce” และไม่พึงจะทนกับความ “โปเก” ของรถรุ่นนี้     ปัจจุบันรถ Yugo แม้จะถูกกล่าวขานในเรื่องความห่วยไว้ใจไม่ได้  คาดการณ์ไม่ออกว่าจะวิ่งไปตายที่ไหนเมื่อใด   แต่มันกลับมีจุดเด่นในความด้อยอย่างประหลาด    คนมีเงินมีคลาสบางส่วนหาซื้อมันไว้ขับเพื่อสร้างบุคลิกใหม่/ลอกคราบตัวเอง   จะว่าเป็น “Funny Car” ก็ได้เพราะมีภาพลักษณ์แห่งความ “เด๋อ  เปิ่น  ตลก เฮ” คลายเครียดทั้งผู้คนในรถและรอบข้างที่เห็นมัน...ราวกับการพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสอย่างงั้นแต่นี่ฟลุคไม่ได้ตั้งใจ

 

ความเป็นมาของ Yugo Car

 สมัยก่อนที่ยูโกสลาเวียยังเป็นประเทศเดียวที่ไม่ถูกมหาอำนาจ กลุ่ม NATO และ EC ยุโรปเข้าไปแทรกแซงและมีสงครามกลางเมืองขึ้นนับแต่ปลายยุค 80  จนถึงต้นยุค 90    พวกเขามีโรงงานอุตสาหกรรมในเมือง Kragujevac ที่ถนัดทำยุทโธปกรณ์ เริ่มผลิตปืนใหญ่มาตั้งแต่ปี 1853   ถัดจากนั้นก็หันมาผลิตรถกระบะให้ Ford โดยเน้นส่งไปขายให้กองทัพของตัวเองในช่วงยุค 30  จนถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นหลัก  แต่ก็มีกำลังการผลิตไม่มากนักเพราะไม่ได้ขายให้ภาคเอกชน     ถัดจากยุคสงครามโลกในช่วง 1941-1945 โรงงานแห่งนี้ได้หันมาคบกับอเมริกันและนำรถจี๊ปวิลลี่ส์มาผลิตต่ออยู่ช่วงหนึ่งจนกระทั่งหมดสัญญาในต้นยุค 50  และเพื่อไม่ให้การผลิตมันชะงักก็เลยหันมาผลิตรถยนต์ตั้งแต่ปี 1954 เป็นต้นมา   พร้อมทั้งตั้งชื่อโรงงานแห่งนี้ว่า “Zastava” ซึ่งรถเก๋งแต่ละรุ่นที่ผลิตออกมาก็ใช้ชื่อนี้ด้วย   ตอนนี้ “รถแห่งชาติ” ของเขานั้นย้ายมาคบกับอิตาเลี่ยนโดยผูกมิตรกับ Fiat  มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตและรูปแบบดีไซน์ต่างๆ  ก๊อปปี้มาจาก Fiat  แต่นำมาผลิตในแหล่งแรงงานถูก จึงมี “โคลนนิ่ง” ของ Fiat 1400, 1300 และ 1900 ถอดแบบออกมา   แต่จะมีรุ่นหนึ่งที่รูปลักษณ์ของมันเป็นที่คุ้นกันดีในบ้านเราคือ Fiat 1500   ซึ่งถ้าจะเอา “ชื่อจริง” ให้ครบสูตรต้องเรียกว่ารุ่น “Milletrecciento”   (ว่ากันว่า Fiat รุ่นนี้คือรถที่โรงงาน  Zastava ทำได้ดีที่สุดตั้งแต่เปิดบริษัทมา)

 ถัดจาก Fiat 1500 ก็กันมาเจาะตลาดรถเล็กกับ Fiat ตระกูล “เมืองนนท์” บ้านเรา   ไล่จาก Fiat 600 D (ของเขาวางเครื่อง 4 สูบ OHC ขนาด 767 ซีซี. มี 25 แรงม้า) เครื่องวางหลัง-ขับหลัง    เริ่มสายพานผลิตต้นยุค 60 พอเริ่มขายได้ก็เลยก๊อปปี้ Fiat  ตั้งแต่ 1100, 1300, 1500, 124, 125 เรียกว่าเอามาหมดทุกรุ่นที่ขายดี   ขึ้นยุค 70 ก็เอา Fiat 128 มาโคลนแล้วตั้งชื่อใหม่เป็น  “Zastava 101”  (วางเครื่องขวางตัวเดียวกับ Fiat 128 รุ่นแรกคือ 4 สูบ OHC ขนาด 1,116 ซีซี.  55 แรงม้า  ขับหน้า)   ตอนนี้เริ่มรู้จักปรับเปลี่ยนกระจังหน้า  ช่วงท้ายให้มันไม่เหมือนของเดิมเขา 100 %...เลยกลายเป็นน่าเกลียดเพราะดันมาแปลงจนกลายเป็นแฮทช์แบ็ครุ่นเดียวในโลก   คุณภาพเริ่มควบคุมไม่ได้เพราะไม่ได้อยู่ใน License ของ Fiat   เรียกว่าไม่มี “ลูกพี่” (ซึ่งก็มีคุณภาพห่วยเหมือนกัน) คอยดูแล   แม้แต่ชาวยูโกสลาเวีย (สมัยโน้น) ยังบ่นพึมทำนอง “กว่าจะไล่ขันน็อตให้ครบรอบคันก็ตก 3 ปี   ได้เวลาขายทิ้งพอดี”

กลางยุค 70  เป็นช่วงที่ Zastava พยายามยืนบนลำแข้งของตัวเองคือ เอาของ Fiat มาแค่เครื่องนอกนั้นจับยัดของที่ผลิตเอง  ออกแบบตัวถังเอง เช่นรุ่น Zastava 102  ถัดจากนั้นมาเลยเปลี่ยนมาใช้ชื่อ Yugo เช่นรุ่น Yugo 145  แต่ก็ไปไม่ได้โดยลำพัง  ต้องอาศัยการชี้แนะช่วยเหลือจากทีมวิศวกรของ Fiat อยู่ดี  พร้อมทั้งยกยวงชิ้นส่วนจาก Fiat 127 เข้าไปจึงจะเอาตัวรอดทั้งตัว 903 ซีซี. 1,100 ซีซี.และ 1,300 ซีซี.  ซึ่งเริ่มจะส่งออกมาขายในสหรัฐบ้างแล้วในเพดานราคาเกือบติดพื้น เช่นรุ่น Yugo GV, GVL, GVS, GVX, GV  Plus  และ  Cabrio

 

กับตลาด U.S.

 ช่วง 80 เป็นปีแห่งการเข้าไปเริ่มเจาะตลาดอเมริกาโดยส่งแผงผลิตภัณฑ์เข้าไปคลุมเซ็กเมนท์ราคาถูกให้มากเอาไว้ก่อน   ตอนแรกยังใช้ชื่อรุ่นคนละเรื่องกับท้อถิ่นเขาเช่น  Yugo 45, Yugo Skala  พอปี 1988 จึงรู้จักตั้งชื่อเป็น Yugo Florida  สร้างความแนบแน่นกับแผ่นดินอเมริกา

 Yugo Florida นั้นจำเป็นต้องมีเปลือกนอกที่ “ดูดี”  จึงให้ Giugiaro ปัดแต่งทั้งเมคทั้งโม้คแต่ก็ไม่ลงตัว  จากรูปประกอบผู้เขียนเห็นว่าคล้าย Fiat  Tipo ผสมกับ Citroen  ZX   อย่างไรก็ตามเจ้า Florida (หรือ Sava ในบางประเทศ)  ก็ขายได้ทั่วโลกรวม 70 ประเทศแล้วประมาณ 230,000 คัน  ในจำนวนนี้อยู่อเมริกาเหนือประมาณ 27,000 คัน

 

ยุคสงครามกลางเมือง

 ประเทศเขาแม้จะยากจนแต่ก็มีความสุขดีถ้าไม่มีพวกไอ้กันเข้าไปวุ่นวาย   อยู่ดีๆ ก็มีสงครามขึ้นในต้นยุค 90  อเมริกันอาศัยมือ NATO  ทำให้เข้าไปแทรกแซงแล้วไม่น่าเกลียด  และเนื่องจากโรงงาน Zastava นี้นอกจากจะผลิตรถเก๋งแล้วยังผลิตรถบรรทุกและเป็นโรงงานผลิตเครื่องยนต์สำหรับรถที่อาจนำไปใช้ขนส่งยุทโธปกรณ์ (นี่คือคำอ้างของพวกตะวันตกและ NATO) แต่ที่แน่ๆ ในเมื่อมันถือเป็น “หัวใจ” ต่อความอยู่รอดของยูโกสลาเวีย (ชื่อขณะนั้น) จึงจำจะต้องโดนบอมบ์ไปตามระเบียบ   แม้จะไม่ราบเรียบเตียนไปอย่างอิรัคแต่ก็ทำให้ไม่สามารถผลิตต่อไปได้ระยะหนึ่ง

 แต่เท่านั้นยังไม่สามารถบีบรัฐบาลของชาวยูโกให้ยอมศิโรราบได้  จำต้องบีบด้วยมาตรการแทรกแซงปิดกั้นไม่ให้ส่งออกได้   คราวนี้อเมริกันยืมมือ UN (ซึ่งไม่ใช่พ่อผมเหมือนกัน)  เข้าไป “บล็อค” การค้าของประเทศนี้ 2 ช่วงคือ 1992-1995 และ 1998-2000   ทำให้นอกจากประเทศเขาต้องสลายถูก “แยกร่าง” ออกจากกันจนทุกวันนี้แล้ว  ช่วงชีวิตของรถ Yugo จำต้องมีราคีตั้งแต่แรกเกิดในตลาดยูเอสและตลาดโลกไปด้วย

 สถานการณ์หลังแรงบีบอัดของ NATO  และ UN  เพิ่งมาคลายลงในปี 2000 ทำให้โรงงานแห่งนี้ถูกซ่อมแซมปรับปรุงและเปิดดำเนินการขึ้นใหม่   คราวนี้มากับเครื่องที่ไฮเท็คขึ้นคือเป็นรถเล็ก 1.3 ลิตรใช้หัวฉีดของ Bosch  มีม้าออกมา 80 ตัว ระบบส่งกำลังออกแบบโดย Porsche  ภายใน/ภายนอกทำให้เตะตาหน่อย  ใส่ระบบความปลอดภัยเข้าไป   ได้รับใบรับรองจากสมาคม FIA และผ่านมาตรฐานยุโรปทำให้ไฟเขียวถูกเปิดขึ้นในการส่งออกสู่ตลาดยุโรปและอเมริกาอีกครั้ง

เริ่มจากจำนวนผลิต 15,000 คัน ในปี 2000 (ส่งออก 4,000 คัน) กับโคลนนิ่งไม่เต็ม 100 % ของ Fiat Bravo 2.0 ทำให้ออกมาเป็น Yugo Florida 2.0 (ตัวเครื่องนำมาจาก Fiat Bravo) พอปี 2001 ก็ปรับโฉมเล็กน้อยเพื่อไม่ให้กระแสตก  จนมาปี 2003 ก็ออกรุ่น Koral IN และ Florida IN  ที่มีทั้ง Caravan และ Sedan พร้อมสรรพ  สลัดเครื่อง Fiat ที่จู้จี้ออกหันไปเอา Toyota  VVT- i กับ Peugeot  มาวางแทน

 

บทขยาย : ตลาด Yugo ในสหรัฐ

 ล็อตแรกๆ ที่เริ่มเข้าไปในอเมริกานั้นว่ากันว่าชิมลางมาตั้งแต่ปี 1985 เป็นรถที่ขายถูกที่สุดในตลาดคือ ตั้งไว้เพียง 3,990 เหรียญ   อาวุธที่ใช้ตีตลาดคือ บุพรมภายใน  เบาะคุณภาพดี  แอร์  เครื่องเสียง  แร็คหลังคา ซึ่งเป็นอ๊อพชั่นสำหรับยี่ห้ออื่นแต่ยี่ห้อนี้แถมให้ฟรีๆ   แค่ปล่อยข่าวโอเพ่นนิ่งปุ๊บก็มี “ปลา” เข้าฮุบทั้งๆ ที่ไม่เห็นตัวรถกว่า 7,500 ออร์เดอร์   เมื่อรถล็อตแรก 1,500 คันมาถึงผู้คนได้ลองขับจริงก็เริ่มมีคำวิจารณ์เชิงลบว่าเหมือนของเด็กเล่น  หยาบ  จุกจิกมีปัญหาเครื่องยนต์  ระบบไฟรวน  เกียร์เข้ายาก  เบรคห่วย  ศูนย์บริการแย่   ถัดมาบริษัทประกันเซย์โนสำหรับรถยี่ห้อนี้   ดีลเล่อร์ทำท่าร่อแร่ประกอบกับการมีสงครามกลางเมืองและโดน UN, NATO บล็อคการส่งออกทำให้ขาดการดูแลหลังการขาย  ผู้คนผิดหวังและทอดทิ้งรถยี่ห้อนี้ตั้งแต่ปี 1991 เป็นต้นมา เกิดการอำ  ล้อเลียน  เสียดสีในอเมริกาและแพร่สะพัดผ่านอินเตอร์เน็ตไปอย่างรวดเร็ว   การจะเข้ามาแจ้งเกิดอีกครั้งในตลาดอเมริกาช่วงปี 2001-2003  จึงไม่ใช่เรื่องง่าย Yugo  ต้องปรับโฉมดีไซน์ใหม่ให้หรูแปลกตาชนิดคาดไม่ถึง และหันมาคบกับระบบเครื่องยนต์จาก Toyota ที่ “แน่นอน” กว่าอิตาเลี่ยนเพื่อลบจุดบอดตรงนี้   

จุดยากที่สุดอยู่ที่ว่าคำเสียดสีต่างๆ นี้ยังมีอยู่   ทำให้ลูกค้าที่นิยมมันกลับเป็นพวกที่ไปซื้อรถเก่ามาใช้เพราะต้องการ “ภาพ” ที่ตลกป๋องแป๋ง  ยอดรถใหม่เลยเดินไม่สะดวกนัก


Tags:
 

* Permissions

  • You can't post new topics.
  • You can't post replies.
  • You can't post attachments.
  • You can't modify your posts.




Facebook Comments