Recent Posts

Pages: [1] 2 3 ... 10
1

              สำหรับผู้ที่ทำงานอยู่ในองค์กร แน่นอนว่าทุกคนคงจะต้องคุ้นหูกับคำว่า KPI ซึ่ง KPI ก็คือเครื่องมือวัดผลที่หลาย ๆ องค์กรในประเทศไทยนั้นเลือกใช้ แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์สำคัญที่บริษัทชั้นนำระดับโลกอย่าง Google ได้หันมาใช้ okr ในการตั้งเป้าหมายผลิตภัณฑ์ใหม่อย่าง Google Chrome จนได้รับผลลัพธ์เป็นความสำเร็จที่ล้นหลาม และด้วยความสำเร็จในครั้งนั้น จึงทำให้หลาย ๆ องค์กรเลือกที่จะนำเอาเจ้าเครื่องมือวัดผลชนิดนี้มาใช้ จนได้รับความนิยมไปทั่วโลก
แล้ว okr คืออะไร ?
              Okr ตัวย่อนี้มาจากคำว่า Objective and Key Results โดย Objective นั้นคือ เป้าหมายสูงสุดขององค์กร ในขณะที่ Key Results ก็คือ วิธีทำให้บรรลุเป้าหมายเหล่านั้น ซึ่งเครื่องมือวัดผลนี้จะช่วยให้ทุกคนในองค์กรรู้วิธีปฏิบัติงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายใหญ่ ซึ่งแน่นอนเลยว่าผลลัพธ์คือการที่องค์กรนั้นสามารถเดินหน้าและเติบโตอย่างรวดเร็ว
จุดเด่นของเครื่องมือวัดผลชนิดนี้
              แม้ว่า KPI และ okr คือ เครื่องมือในกสนวัดผลการทำงานเหมือนกัน แต่ถึงอย่างนั้นกลับมีระบบการวัดผลแตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น KPI จะส่งผลเชื่อมโยงกับค่าการตอบแทนพนักงาน ในขณะที่เครื่องมือชนิดนี้ไม่มีผล แต่จะเน้นไปที่การสร้างความท้าทายใหม่ให้แก่พนักงาน โดยหลักการใช้งานเครื่องมือชนิดนี้นั้น เริ่มต้นที่การตั้งเป้าหมายที่ไม่ยากจนท้อหรือว่าง่ายจนขาดความท้าทาย จากนั้นก็จะต้องมีการประกาศให้พนักงานรับทราบเพื่อให้เห็นเป้าหมายสูงสุดเดียวกัน เมื่อถึงคราวที่จะต้องวัดผลก็ต้องสามารถวัดผลเป็นตัวเลขได้และมีกรอบเวลาระบุชัดเจน เช่น วัดผลทุกสัปดาห์ วัดผลทุกไตรมาส หรือวัดผลทุก 6 เดือน ซึ่งนี่ก็คือจุดเด่นสำคัญอย่างหนึ่งของเครื่องมือนี้ เพราะว่าทำให้คนในองค์กรนั้นวัดผลได้ภายในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งก็จะกลายเป็นข้อได้เปรียบอย่างยิ่ง เนื่องจากการประเมินผลบ่อย ๆ จะทำให้พนักงานเห็นว่าการทำงานของตนเองมีจุดบกพร่องใดบ้าง และสามารถแก้ไขได้อย่างทันท่วงที
              นอกจาก okr คือเครื่องมือพัฒนาองค์กรให้เดินหน้าแล้ว ยังจะช่วยพัฒนาคุณภาพของบุคลากรได้อีกด้วย โดยต้องยอมรับว่าพนักงานองค์กรบางคนนั้นกำลังทำงานอย่างไร้จุดหมาย ขาดแรงบันดาลใจและแรงกระตุ้นใหม่ ๆ ในการทำงาน ดังนั้น การที่องค์กรเลือกที่จะนำเครื่องมือนี้มาใช้จะช่วยทำให้พนักงานนั้นเกิดความท้าทายใหม่ ๆ และก้าวออกมาจาก Comfort Zone และกล้าที่จะคิดนอกกรอบ จนเกิดเป็นพลังแห่งการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ นำพาให้องค์กรบรรลุเป้าหมายสูงสุด
              ด้วยจุดเด่นเหล่านี้เอง จึงทำให้องค์กรระดับโลกนั้นได้หันมาใช้เครื่องมือวัดผล okr และในประเทศไทยเองก็มีหลาย ๆ บริษัทชั้นนำที่เลือกใช้ เช่นเดียวกันกับอาร์เอสที่เลือกนำเอาเครื่องมือชนิดนี้มาเป็นตัวช่วยพัฒนาองค์กร ด้วยมุมมองกว้างไกลของผู้บริหารอาร์เอสที่ไม่เคยหยุดยั้งในการพัฒนาบุคลากรและองค์กร จนทำให้บริษัทอาร์เอสได้กลายเป็นอีกหนึ่งองค์กรสมัยใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังแห่งการสร้างสรรค์ และมอบผลิตภัณฑ์รวมถึงบริการดี ๆ อย่างต่อเนื่อง
              หากอยากเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรชั้นนำ สมัครงานกับ RS ได้ที่นี่ https://www.rs.co.th/th/career/
2
https://www.rs.co.th/wp-content/uploads/2020/09/ภาพ-thumbnail-บนหน้าเว็บ-2000x1240.jpg
ระยะหลัง ๆ มานี้ หลายองค์กรค่อนข้างที่จะตื่นตัวกับการกำหนดค่านิยมองค์กร หรือ core value กันมากขึ้น สาเหตุส่วนหนึ่งก็มาจากความต้องการแสดงให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายหรือผู้บริโภคได้เห็นว่าองค์กรหรือธุรกิจของตนนั้นมีความน่าเชื่อถือและให้ความสำคัญกับอะไรเป็นพิเศษบ้าง และด้วยค่านิยมองค์กรหรือ core value ของตนเหล่านี้นี่เอง ที่จะช่วยทำให้ลูกค้าเกิดการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าหรือบริการจากตน

ค่านิยมองค์กร คือ อะไร ทำไมจึงสำคัญ
ค่านิยมขององค์กร หรือ core value คือค่านิยมร่วมกันภายในองค์กร ที่ควรจะกำหนดขึ้นมาโดยคนภายในองค์กร และอ้างอิงมาจากวิสัยทัศน์การบริหารงานและการให้ความสำคัญกับเรื่องที่เหมาะสมกับธุรกิจนั้น ๆ และจะต้องเป็นค่านิยมที่ไม่ลอกเลียนแบบมาจากองค์กรอื่น เพราะว่าเป็นเรื่องเฉพาะตัว สามารถบ่งบอกคาแรคเตอร์ขององค์กรนั้น ๆ ได้ และยังสามารถใช้เป็นเครื่องเตือนใจให้กับพนักงานทุกคนในองค์กรยึดมั่นกับค่านิยมเหล่านี้ เพื่อมุ่งไปสู่ความสำเร็จร่วมกัน หากไม่มีการกำหนดค่านิยมขององค์กรไว้ ปล่อยให้พนักงานทำงานกันไปตามสไตล์ของตนเองโดยไร้ทิศทางอย่างสิ้นเชิง นอกจากจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความขัดแย้งกันเองภายในองค์กรแล้ว เพราะว่ามีแนวทางและเป้าหมายต่างกันแล้ว ก็ยังจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เส้นทางสู่ความสำเร็จยาวไกลออกไปด้วย เพราะว่าขาดความร่วมแรงร่วมใจกันของคนภายในองค์กร แต่ถ้าหากมีการกำหนดค่านิยมขององค์กรไว้ และส่งเสริมสนับสนุนให้พนักงานในองค์กรทุกคนปฏิบัติงานโดยยึดมั่นในค่านิยมเหล่านั้น ความสำเร็จก็จะอยู่ใกล้เข้ามา เพราะการเดินทางขององค์กรไม่หลงทิศ แต่มุ่งตรงไปยังเป้าหมายอย่างแน่วแน่
หากจะให้ยกตัวอย่างองค์กรขนาดใหญ่ที่สามารถกำหนดค่านิยมขององค์กรไว้ได้ดี เหมาะสมกับธุรกิจและบ่งบอกคาแรคเตอร์ขององค์กรได้ดี ก็คงจะหนีไม่พ้น RS Group โดยองค์กรแห่งนี้ได้มีการกำหนดค่านิยมขององค์กรเอาไว้ 4 ข้อด้วยกัน ได้แก่ แรงบันดาลใจ แรงผลักดัน ใฝ่เรียนใฝ่รู้ และแน่วแน่ที่เป้าหมาย ทุกข้อนั้นสามารถสื่อได้ถึงพลังงานและความมุ่งมั่นในการผลิตผลงานคุณภาพอย่างเต็มเปี่ยม อีกทั้งยังไม่ลืมที่จะเรียนรู้และมีการพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ทุกวันนี้ RS Group ไม่ได้เป็นเพียงแค่เจ้าของสื่อแขนงต่าง ๆ อย่าง ทีวีดิจิทัล ธุรกิจเพลง หรือคลื่นวิทยุเท่านั้น แต่ยังทำธุรกิจขายสินค้าออนไลน์ควบคู่กันไปด้วยแบบครบวงจร หากอยากเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรชั้นนำ สมัครงานกับ RS ได้ที่นี่ https://www.rs.co.th/th/career/ หรือรู้จักอาร์เอสเพิ่มเติมได้ที่นี่ https://www.rs.co.th/th/
3

หลายคนอาจจะคิดไม่ถึงว่าอาร์เอสค่ายเพลงดังที่เราเคยรู้จักกันเป็นอย่างดีจะกลายมาเป็นหนึ่งในยักษ์ใหญ่ของวงการสื่อได้อย่างในปัจจุบัน จากที่ทำธุรกิจทำเพลงตอนนี้บริษัทอาร์เอสถูกเรียกว่า RS Group เพราะว่ามีธุรกิจในเครือหลายแห่ง ทั้งดิจิทัลทีวีช่อง 8 ที่ทำทั้งละคร รายการทีวี ทำรายการวิทยุ ผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพ และ RS Mall ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นแหล่งรวมของสินค้าคุณภาพนานาชนิด

   ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ข่าว หุ้น RS โดดเด่นเกินกว่าจะมองข้าม ด้วยราคาหุ้นที่พุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตอบรับรายได้ไตรมาสแรก ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 10% หรือมีรายได้รวม 985 ล้านบาท และยังมีกำไรสุทธิ 186 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 184% เมื่อเทียบกับไตรมาสสุดท้ายของปี 2562

   ด้วยวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลของผู้บริหารอาร์เอส จากบริษัทที่เริ่มต้นมาจากธุรกิจตู้เพลงและอัดเพลงจากแผ่นเสียงลงเทป เมื่อปี พ.ศ. 2519 ปัจจุบันคือ บริษัทอาร์เอส จำกัด มหาชน หรือ RS Group นอกจากจะเข้าตลาดหลักทรัพย์มาได้หลายปีแล้ว ก็ยังคงมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์อยู่เสมอ ล่าสุดเมื่อช่วงปี 2562 อาร์เอสก็ได้มีการย้ายหมวดธุรกิจจากสื่อและสิ่งพิมพ์ไปอยู่ในหมวดพาณิชย์ เพื่อเป็นการขับเคลื่อนโมเดล entertainmerce อย่างเต็มตัว
entertainmerce คืออะไร ?
   entertainmerce คือ โมเดลการทำธุรกิจที่มาจากการรวมพลังของสองสิ่ง ซึ่งอย่างแรกก็คือ Entertainment บริษัทอาร์เอสเองก็มีความเชี่ยวชาญทางด้านสื่อบันเทิง พูดได้ว่าถนัดในเรื่องของการสร้างคอนเทน์บันเทิงอยู่แล้ว ต่อมาคือ Commerce ซึ่งหมายถึง การขายสินค้า ซึ่งสินค้าชูโรงของอาร์เอสก็คือสินค้าด้านสุขภาพ เน้นเสริมภูมิคุ้มกัน เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทอาร์เอสยังได้มีการจับมือกับพันธมิตรจากต่างประเทศ เพื่อนำนวัตกรรมใหม่ ๆ เข้ามาจำหน่ายบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ของ RS Mall ซึ่งได้กลายเป็นแหล่งซื้อสินค้ายอดนิยมของคนจำนวนมากไปแล้วอีกด้วย

   จากวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร ที่ต้องการเปลี่ยนผู้ชม หรือผู้ฟังให้กลายเป็นผู้ซื้อ จึงยิ่งช่วยสนับสนุนและเชื่อมโยงธุรกิจในเครือเข้าด้วยกันแบบครบวงจร เร่งให้ บริษัทอาร์เอส วิ่งเข้าใกล้ความสำเร็จสูงสุดเข้าไปทุกที สวนกระแสเศรษฐกิจที่ว่ากันว่าซบเซาในปัจจุบัน และยังสวนกระแสโควิด-19 ชนิดที่เรียกว่านอกจากจะไม่ได้รับผลกระทบจากพิษโควิดแล้ว โควิดยังกลับช่วยเพิ่มพลังให้กับโมเดล entertainmerce ของ อาร์เอส อีกด้วย เพราะเมื่อสังเกตจากยอดดาวน์โหลดเพลงและยอดการสั่งซื้อของจาก RS Mall แล้ว จะเห็นได้ชัดว่าหลังจากโควิดเริ่มเข้ามาจนเกิดกระแส work from home รวมถึงการร่วมมือกันอยู่บ้านเพื่อเป็นการช่วยชาติในช่วงต้นปี 2563 ที่ผ่านมายอดดาวน์โหลดเพลงและยอดการสั่งซื้อของจาก RS Mall เพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ถึงแม้ว่าในตอนนี้จะเป็นช่วงที่เริ่มผ่อนคลายการล็อคดาวน์แล้ว แต่ผลสืบเนื่องอย่าง New Normal ยังคงอยู่ ทำให้ยอดการบริโภคคอนเทนท์ และซื้อสินค้าผ่านทาง RS Mall ยังคงมีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีทีท่าว่าจะลดน้อยลง

   ต้องติดตามดูกันต่อไปว่า วิสัยทัศน์ของผู้บริหาร rs ที่ไม่เคยหยุดนิ่งของ บริษัทอาร์เอส จะสามารถพาธุรกิจไปได้ถึงจุดไหน แต่ที่แน่ ๆ ในตอนนี้พวกเขาสามารถพาธุรกิจมาถึงจุดที่กลายเป็นหนึ่งในหุ้นเนื้อหอมของตลาดหลักทรัพย์ได้แล้ว

        หรือหากอยากเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรชั้นนำ สมัครงานกับ RS ได้เลย
4

             ย่านเอกมัย ถือเป็นแหล่งที่รวมร้านอาหาร ร้านกาแฟ และสถานบันเทิงชั้นนำ อีกทั้งยังเป็นย่านของพักอาศัยชั้นดีที่อยู่ในใจกลางกรุงเทพฯ พื้นที่โซนนี้ถือว่ามีความลงตัวสำหรับการทำงาน พักผ่อน และเพลิดเพลินไปกับไนท์ไลฟ์ตามสไตล์คนรุ่นใหม่ ด้วยศักยภาพของพื้นที่เอกมัย ทำให้หลายคนนั้นใฝ่ฝันที่จะมีที่พักอาศัยอยู่ในย่านนี้ แต่คาดเดาว่าคอนโดแถวเอกมัยที่มีหลากหลายโครงการนั้นจะต้องมีราคาสูงลิ่วจนจับต้องไม่ได้ ทั้งที่ความจริงแล้วยังมี condominium สไตล์โมเดิร์น มีสภาพแวดล้อมดี ๆ ในราคาไม่ถึง 4 ล้านบาทอยู่ ซึ่งเป็นโครงการคอนโดคุณภาพจากแบรนด์แสนสิริที่น่าอยู่มาก ๆ และอยากแนะนำ 2 โครงการ ได้แก่
             1.   คาวะเฮาส์ เป็นคอนโดใหม่แบบ Low Rise สูง 7 ชั้น ในซอยสุขุมวิท 77 ติดกับคลองพระโขนง ตัวโครงการมีการออกแบบด้วยแนวคิดรีสอร์ทริมน้ำที่กลมกลืนไปกับสวนเขียวขจีและความเป็นธรรมชาติรอบบริเวณ สร้างความร่มรื่นและผ่อนคลาย ซึ่งทำให้คอนโดเอกมัยโครงการนี้ เหมาะสำหรับการพักผ่อนอย่างแท้จริง และยังอยู่บนทำเลที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง มีทั้ง Community Mall และห้างโมเดิร์นเทรดหลายแห่งอยู่ใกล้ ๆ ทั้งยังเดินทางสะดวก เพราะเป็นคอนโดใกล้รถไฟฟ้า BTS และยังมีจุดขึ้นลงทางด่วนอยู่ใกล้ ๆ สิ่งอำนวยความสะดวกในโครงการถือว่ามีความพร้อม ทั้งโซนพักผ่อนสบาย ๆ พื้นที่ใช้งานร่วม ทั้ง Co-working Space และ Co-pantry รวมไปถึงโซนออกกำลังกายที่มีทั้งสระว่ายน้ำและฟิตเนส
             2.   เดอะ เบส สุขุมวิท 50 เป็น condo แบบ Low Rise สูง 8 ชั้น อยู่กลางซอยสุขุมวิท 50 ซึ่งตั้งอยู่ในทำเลที่มีศักยภาพ สะดวกสบายเพราะมีตลาดและแหล่งช้อปปิ้งอยู่บริเวณโดยรอบโครงการ รวมถึงโรงภาพยนตร์ Century Movie Plaza ทั้งสะดวกสบายในการเดินทาง เพราะใกล้จุดขึ้นลงทางด่วนและยังเป็นคอนโดใกล้ bts ด้วยคอนโดเอกมัยจากแสนสิริโครงการนี้มีดีไซน์ที่โดดเด่น โดยนำแนวคิดการพรางตัวในช่วงสงครามโลกมาใช้กับการผสมผสานการออกแบบภายนอกและในอาคารให้มีเอกลักษณ์ สีสันสดใส ไม่เหมือนใคร ทั้งยังมีสวนเขียวขจีและสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันไว้ให้กับลูกบ้านใช้พักผ่อนในวันว่าง ทั้งโซนออกกำลังกาย, พื้นที่สำหรับการทำงานแบบ Co-working space รวมไปถึงพื้นที่สำหรับความบันเทิง ส่วนห้องพักในคอนโดมิเนียมโครงการนี้ มีทั้งแบบ 1 ห้องนอนและ 2 ห้องนอน ขนาดพื้นที่ 25-45.5 ตารางเมตร ด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 2.39 ล้านบาทเท่านั้น
             สองโครงการนี้เป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์คนต้องการที่อยู่อาศัยในย่านเอกมัย ด้วยโครงการที่มีคุณภาพ สไตล์ทันสมัย โดยผู้พัฒนาโครงการที่มีชื่อเสียงอย่าง แสนสิริ คลิกชมคอนโดเพิ่มเติมได้ที่นี่เลย https://www.sansiri.com/thai/คอนโดมิเนียม
5
จากปี2012ที่ตั้งกระทู้นี้ขึ้นมา จากที่เด็กคนนึงออกเดินตามความฝัน ในที่สุดผมก็มีBentleyแล้วครับ

1986 Bentley Turbo R ของผมครับ

6

             เชื่อว่าใคร ๆ หลายคนนั้นอยากที่จะมีธุรกิจที่เติบโตและสร้างรายได้เพิ่มผลกำไรที่มากขึ้นกันทั้งนั้นแต่ในความเป็นจริงนั้นไม่ใช่เรื่องที่ง่ายอย่างคิด ด้วยกระแสสังคมและพฤติกรรมต่าง ๆ ของผู้บริโภคที่มีการปรับตัวกัยในสภาวะที่เศรษฐกิจนั้นไม่ได้คล่องตัวมากนัก จึงทำให้หลาย ๆ ธุรกิจนั้นไม่สามารถที่จะไปต่อได้อย่างที่ตั้งใจ และในวันนี้เราก็จะพาทุกท่านมาเปิดแง่มุมธุรกิจของบริษัทใหญ่อย่างบริษัทอาร์เอสที่สามารถทำกำไรเพิ่มมากขึ้นมีการปรับตัวและการรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ อย่างเหมาะสมจนทำให้ประสบความสำเร็จในด้านธุรกิจ
แง่มุมทางธุรกิจของบริษัทอาร์เอสกับการเป็น entertainmerce
             อย่างที่หลาย ๆ คนทราบกันดีว่าในช่วงไตรมาสที่สองของปี 2563 ที่ผ่านมานี้ ทาง RS มีการเติบโตมากขึ้นโดยมีกำไรเพิ่มมากขึ้นถึง 14 % จากความสามารถของกลุ่มผู้บริหารอาร์เอสและคนในองค์กร และเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับปี 2562 โดยมีกำไรปี 2563 อยู่ที่ 108.61 ล้านบาทเลยทีเดียว ซึ่งในปี 2562 มีกำไรอยู่ที่ 95.61 ล้านบาท ราคาหุ้น RS นั้นพุ่งสูงขึ้น ทั้งนี้ส่วนหนึ่งก็อาจเป็นผลมาจากธุรกิจ entertainmerce ที่ได้มีการปรับเปลี่ยนและได้มีการพัฒนามาตลอดช่วงที่ผ่าน ๆ มาจนทำให้อาร์เอสสามารถสร้างรายได้มากมาย นอกจากการเติบโตของธุรกิจแล้วก็ยังรวมไปถึงการควบคุมต้นทุนในการผลิตด้วย
             เมื่อคนภายนอกได้มองเข้าไปก็อาจจะมองว่านี่เป็นเรื่องง่ายด้วยศักยภาพที่ทางบริษัทมีนั้นเอื้อต่อการต่อยอดและการเติบโตทางธุรกิจ แต่ถ้าจะให้มองกันตามความเป็นจริงก็คือว่า RS นั้นมีแนวความคิดที่ทันสมัย ทันต่อกระแสโลกสถานการณ์รอบตัว และยังสามารถนำเอาศักยภาพที่มีมาใช้ในการสร้างสรรค์ต่อยอดให้กลายเป็นสิ่งใหม่ ๆ ที่สามารถเข้าถึงผู้คนได้เป็นอย่างดี อาร์เอสสามารถมองในจุดที่คู่แข่งมองไม่เห็น มีความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงด้วยมีค่านิยมและเป้าหมายที่มีความชัดเจนนั่นก็คือ “การสร้างแรงบันดาลใจ เติมเต็มชีวิตผู้คนด้วยความบันเทิง สินค้าและบริการที่มีคุณค่า”
             การที่ RS นั้นมีเป้าหมายที่ชัดเจนและแน่วแน่ว่าจะเป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจึงส่งผลให้ทำให้คนในองค์กรนั้นมีความคิดที่มั่นคงและหนักแน่นไม่รู้สึกหดหู่หรือท้อถอยเมื่อต้องพบกับปัญหาและอุปสรรคในการทำงานอยู่ตลอด ด้วยเพราะมีความเชื่อมั่นว่าจะประสบความสำเร็จไปถึงเป้าหมายที่ตั้งใจได้ พร้อมที่จะเรียนรู้และฝึกฝนพัฒนาตนเองเปลี่ยนปัญหาให้กลายเป็นประสบการณ์ที่ดีเรียนรู้และใช้ประโยชน์จากสิ่งที่พบเจอ
             และนี่ก็เป็นอีกแง่มุมทางธุรกิจของบริษัทอาร์เอส จำกัด (มหาชน) ในวันนี้ RS ได้อยู่ในจุดที่เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จในด้านธุรกิจ entertainmerce มีผลประกอบการและราคาหุ้น RS เป็นเครื่องการันตีถือเป็นแบบอย่างที่สำคัญสำหรับวงการธุรกิจความบันเทิงเลยก็ว่าได้
             อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ entertainmerce ได้ที่นี่เลย https://www.rs.co.th/th/เฮียฮ้อ-ยืนยัน-entertainmerce-แข็งแ/ หรือรู้จักประวัติ RS เพิ่มเติมที่วิดีโอนี้ได้เลย  https://youtu.be/V_IQZzk6MeQ
7
วัสดุเป็นเรซินหรือเปล่าครับพี่
โดนแดดนานๆได้มั้ยครับ

 :-!

9
ชอบ  bmw  ที่มีกระจกหูช้าง ทุกรุ่น
10
เมื่อช่วงเดือน พ.ค. ปี 2563 ที่ผ่านมานี้ ข่าวหุ้น RS ได้กลับมาชิงพื้นที่ในหน้าธุรกิจอีกครั้ง ด้วยราคาหุ้นที่มีการดีดตัวสูงขึ้นอย่างผิดหูผิดตา ซึ่งก็มาจากผลงานความสำเร็จในไตรมาสแรกของผู้บริหารบริษัทอาร์เอสชุดล่าสุด ซึ่งได้เผยว่า ในช่วงไตรมาส 1/2563 RS Group มีรายได้รวมอยู่ที่ 985 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 186 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 184% เมื่อเทียบกับไตรมาสสุดท้ายของปี 2562 ซึ่งถือว่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์
   แม้ว่าในช่วงเวลาเดียวกันกับช่วงไตรมาสแรกของปี จะเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ประเทศไทยเรากำลังเจออยู่กับวิกฤตโควิด-19 ผู้คนต่างก็ระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยและใช้เวลาอยู่กับบ้านมากขึ้น แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้รายได้และผลกำไรของ RS Group นั้นลดน้อยลงเลย แต่ในทางกลับกัน วิถีชีวิตที่ผู้คนได้เริ่มหันมาซื้อของออนไลน์มากขึ้น อยู่กับบ้านมากขึ้น กลับยิ่งช่วยกระตุ้นให้ผู้คนนั้นบริโภคความบันเทิงและสินค้าที่ทาง RS Group เป็นเจ้าของอยู่มากขึ้นเสียด้วยซ้ำ 
   ผู้บริหารอาร์เอสได้ออกมาเผยว่าต้องการที่จะขับเคลื่อนโมเดล entertainmerce อย่างต่อเนื่อง เพราะนี่เป็นกลยุทธ์ที่จะช่วยนำอาร์เอสให้ก้าวไปสู่การเติบโตที่ยิ่งใหญ่และผลกำไรมหาศาลได้ โดยคำว่า entertainmerce นั้นมาจากการผสมระหว่างคำว่า entertain ซึ่งหลายคนก็อาจจะทราบกันดีว่า การผลิตสื่อบันเทิงและการทำคอนเทนต์ให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายนั้นถือเป็นทางถนัดของอาร์เอสอยู่แล้ว และคำว่า commerce ซึ่งอาร์เอสก็ตัดสินใจที่จะเลือกเข้าสู่ตลาดสินค้าด้านสุขภาพ และความงาม เนื่องจากมูลค่าตลาดสูงกว่าแสนล้านบาท และมีอัตราการเติบโตที่ดี
   หากจะพูดให้เข้าใจกันได้ง่ายมากขึ้น โมเดล entertainmerce ก็คือการทำให้ฐานผู้ชมและผู้ฟังที่อาร์เอสมีอยู่เดิมนั้นกลายเป็นลูกค้าของอาร์เอสไปด้วยในเวลาเดียวกันนั่นเอง และด้วยประสบการณ์ รวมไปถึงความชำนาญในด้านการใช้สื่อของอาร์เอส การสร้างฐานลูกค้าใหม่ในสื่ออื่น ๆ จึงไม่ใช่เรื่องยากเลย และนั่นก็ยิ่งเป็นการส่งเสริมให้ธุรกิจ commerce ของอาร์เอสนั้นสามารถเติบโตได้ไวมากยิ่งขึ้น ประกอบกับวิถีชีวิตแบบ New Normal ในช่วงโควิด-19 ที่จะช่วยส่งผลให้ผู้คนเลือกจับจ่ายใช้สอยสินค้าคุณภาพทางออนไลน์มากขึ้นและยังเลือกที่จะดึงความบันเทิงเข้ามาสู่ภายในบ้านมากกว่าการที่จะออกมาหาความบันเทิงนอกบ้าน พฤติกรรมเหล่านี้ยิ่งเป็นการสนับสนุนธุรกิจการขายของออนไลน์และขายความบันเทิงตรงเข้าสู่บ้านของอาร์เอสให้เติบโตไวขึ้นอีก กล่าวได้ว่านอกจากวิสัยทัศน์อันกว้างไกลแล้ว ผู้บริหารอาร์เอสยังมี โควิด-19 ที่มาช่วยกระตุ้นความสำเร็จให้เกิดเร็วขึ้น สวนกระแสพิษโควิด-19 ได้อย่างน่าจับตามอง หากใครอยากรู้จักอาร์เอสเพิ่มเติม อ่านต่อได้ที่นี่ https://www.rs.co.th/th/






Pages: [1] 2 3 ... 10